กระแส ESG (Environmental, Social, and Governance) กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดทิศทางการค้าโลก ผู้ประกอบการ SME ไทยที่ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะได้รับโอกาสเข้าถึงตลาดและแหล่งทุนใหม่ ๆ ขณะที่ผู้ที่ไม่ปรับตัวอาจถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก
3 เสาหลักสู่ความยั่งยืนของ SME ไทย
โครงการ “Empowering Thai SMEs Toward the Future” ที่เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดยความร่วมมือระหว่าง สสว. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางรากฐานการพัฒนาผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Digital Transition, Innovation Transition และ Green Transition โดยเสาหลักที่สามมุ่งเน้นให้ธุรกิจดำเนินงานสอดคล้องกับหลัก ESG
GEI: ตัวชี้วัดธุรกิจสีเขียวระดับชาติ
NXPO ร่วมกับ สสว. พัฒนา “ดัชนีธุรกิจสีเขียว” (Green Enterprises Indicators: GEI) สำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว มาตรฐานระดับชาตินี้ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง SME กับแหล่งเงินทุนและสิ่งจูงใจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว
กรณีจริง: GSB Empowering Green for SME 2026
ธนาคารออมสินร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เปิดตัวหลักสูตร “GSB Empowering Green for SME 2026” คัดเลือก 10 องค์กรต้นแบบเพื่อรับทุนต่อยอด Green Action Plan หนึ่งในนั้นคือ บริษัท วี เชฟ (ประเทศไทย) จำกัด ที่พัฒนาร้านอาหารเคลื่อนที่ สร้างโอกาสอาชีพและรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมมีศักยภาพสร้างผลกระทบเชิงสังคม
กลไกราคาคาร์บอน
กระทรวงการคลังเสนอให้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ธุรกิจสีเขียวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว กลไกนี้จะเป็นแรงจูงใจให้ SME ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด
โอกาสและความท้าทาย
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับ SME ไทย ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ขณะที่ผู้ที่ล่าช้าอาจเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าใหม่ ๆ ที่เรียกว่า “กำแพงสีเขียว”